แชร์สนั่น..เกือบเข้าใจผิด หนุ่มทำคลอดให้แฟนกลางถนน

โลกออนไลน์สุดประทับใจ ภาพที่เกือบทำให้เกิดความเข้าใจผิด ชายหญิงนอนล้มอยู่กลางถนน แต่ที่แท้เป็นการทำคลอด หลังขี่รถไปโรงพยาบาลไม่ทัน ลูกน้อยคลอดออกมากลางทาง  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังให้ความสนใจภาพของชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่กลางถนน โดยที่มีหญิงสาวนอนหงายอยู่ใกล้ๆ กลายเป็นภาพที่ทำให้บางคนเข้าใจผิด นึกว่าเป็นเหตุทำร้ายร่างกายกัน แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นเรื่องราวดีๆ เพราะชายคนดังกล่าวเข้าไปช่วยทำคลอดให้หญิงสาว ระหว่างรอเจ้าหน้าที่กู้ภัยและทีมแพทย์มาถึงจุดดังกล่าว

ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กคุณ Art Bioplus กลายเป็นประเด็นพูดถึงไปทั่วโลกออนไลน์ หลังจากที่เขาโพสต์ภาพเอาไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้่นเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ในพื้นที่ จ.สระบุรี บังเอิญขับรถไปเหตุการณ์ดังกล่าว ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาทกันระหว่างชายหญิง แต่เมื่อจอดรถลงไปตรวจสอบกลับพบว่าไม่ใช่

“เมื่อวานขับรถกลับจากซ้อมฟุตบอล ระหว่างขับมองข้างหน้าเห็นภาพผู้หญิงนอนอยู่กับพื้น โดยมีผู้ชายเหมือนนั่งคร่อมไว้ (แต่จริงๆ ไม่ได้คร่อมนำครับ) ในใจคิดสิ่งเดียวเลยว่า ผู้หญิงถูกทำร้ายแน่ๆ คิดว่ายังไงก็ต้องลงไปช่วยผู้หญิงให้ได้ เพราะดูรูปร่างผู้ชายแล้วพอที่จะสู้ไหว จึงชะลอรถเพื่อดูชั้นเชิงหากว่าสู้ไม่ได้ อย่างน้อยจะได้ช่วยผู้หญิงออกมาให้ได้   แต่พอเข้าไปดูชัดๆ กลายเป็นภาพผู้หญิงนอนอยู่กับพื้น ส่วนผู้ชายกำลังใช้สองมือของเขาประคองศีรษะเด็กเอาไว้อยู่ จึงรีบจอดรถและลงไปถามเพื่อให้ความช่วยเหลือ ผู้ชายบอกว่าพาผู้หญิงซ้อนจักรยานยนต์จะพาไปโรงพยาบาล เพื่อไปทำคลอด แต่ไปไม่ถึงโรงพยาบาลเด็กคลอดออกมาเสียก่อน

ตอนที่ผมลงไปกำลังแจ้งกู้ภัย แต่มีรถของโรงพยาบาลมาพอดี จึงได้โบกให้เขาช่วยเหลือไว้ ผมก็ไม่รู้ว่าใครแจ้งไปหรือเป็นความบังเอิญ แต่ก็เป็นโชคดีของพ่อแม่ลูกครอบครัวนี้ ผมเองอยู่ช่วยโบกรถส่งสัญจรให้รถคันอื่นๆ บริเวณนั้น และเป็นกำลังใจให้ทีมช่วยเหลือ กระทั่งย้ายผู้หญิงขึ้นรถพยาบาลไปได้ ผมคิดว่าเด็กและแม่คงจะปลอดภัยนะครับ”

ภายหลังจากภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ปรากฏว่ามีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นและชื่นชมเป็นอย่างมาก นับเป็นภาพน่าประทับใจที่อาจจะดูเป็นอย่างอื่นได้ในทันที หากไม่ทราบข้อเท็จจริง ทั้งนี้ชาวเน็ตยังชื่นชมหนุ่มเจ้าของเรื่องราวที่มีน้ำใจลงไปช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้ อีกทั้งยังชื่นชมคุณพ่อที่ไม่ต่างกับทำคลอดให้กับภรรยากลางถนน และยังได้อวยพรขอให้เด็กน้อยและแม่ปลอดภัยเช่นเดียวกัน

สุดหลอน! ร้านของเก่านำ ‘ประตูผี’ คืนป่าช้า หลังเจอเรื่องสุดสะพรึง..ขนหัวลุก

ร้านรับซื้อของเก่าลำปางผวาหนัก เร่งนำประตูเหล็กเผาผีที่รับซื้อมานำไปคืนป่าช้าแล้ว หลังเกิดเหตุการณ์สยองขวัญยามค่ำคืนจนอยู่ไม่ได้  เมื่อวานนี้ พระครูวิจิตร พัฒนวิมล รองเจ้าคณะตำบลเกาะคา เขต 1 และเจ้าอาวาสวัดน้ำผึ้งชาวไร่อ้อย ต.เกาะคา อ.เกาะคา จ.ลำปาง ได้เปิดเผยสืบเนื่องจากข้อเท็จจริงกรณีที่มีภาพแชร์ในโซเชียลมีเดียว่า เกิดเหตุการณ์แปลก เหลือเชื่อ และอาจจะถึงขั้นสยองขวัญตามความเชื่อส่วนบุคคลว่า มีการนำประตูเมรุ ที่หลายคนดรียกว่า ประตูผี หรือ ประตูเปิด-ปิดวิญญาณ ซึ่งเป็นเหล็กกลับมาคืนที่วัด

โดยประตูดังกล่าว ช่างเทศบาล ต.เกาะคา ได้นำไปขายให้กับร้านรับซื้อของเก่าในพื้นที่ อ.เกาะคา จ.ลำปาง หลังจากได้รื้อถอนเมรุเก่าออก แต่กลับกลายเป็นเรื่องสุดสยองขวัญ โดยประตูผีได้อยู่ภายในโกดังร้านรับซื้อของเก่าก็เกิดเหตุประหลาดขึ้น  ช่วงตกดึก ไร้คนอยู่ที่ร้านก็มีเสียงเหมือนคนพูดคุยกัน เดินไปเดินมา ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กับร้านรับซื้อของเก่าที่ทนฟังเสียงไม่ไหวก็ได้ออกมาดู พบเงาดำเหมือนคนเดินผ่านไปมาแต่ไม่ใช่คน เชื่อว่าสิ่งเร้นลับที่หลายคนเรียกว่า “ผี” ต่อมาเจ้าของร้านจึงนำประตูเมรุกลับมายังวัดน้ำผึ้งชาวไร่อ้อย พร้อมนิมนต์พระสงฆ์ 4 รูปเข้ามาทำพิธีสวดถอนและนำประตูผีกลับมาป่าช้า ก่อนทำพิธีบังสุกุลเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ

พระครูวิจิตรกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องจริง ที่ทางร้านรับซื้อของเก่าเอาประตูเมรุกลับมาคืน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเดือนก่อน และขณะนี้ประตูผีดังกล่าวก็อยู่ภายในป่าช้าของวัด แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์แปลกใดๆ ขึ้น ซึ่งหลังจากทางร้านนำกลับมา และได้สอบถามเจ้าของร้านรับซื้อของเก่าที่นำกลับมาคืน ก็ทราบว่าชีวิตความเป็นอยู่ขณะนี้ก็เป็นปกติสุขแล้ว ไม่มีเหตุการณ์แปลกๆ หรือเหตุการณ์สยองขวัญเกิดขึ้นอีก

บุกยึดเงินสด 56 ล้านบาท เมียนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ ยังไม่พบเอี่ยว “ไซซะนะ”

ผบช.ภ.9 เผย เตรียมส่งตัวเมีย หน.แก๊งค้ายารายใหญ่ชายแดนใต้ ให้ ปปส.ที่กรุงเทพฯ หลังค้นเจอเงินสดก้อนใหญ่ถึง 56 ล้าน เบื้องต้น รับว่าลูกน้องขนซุกไว้หลังผัวติดคุกที่มาเลย์ แต่ไม่รู้ว่ามากมายขนาดนี้ ยังไม่พบเชื่อมโยงแก๊งยา ‘ไซซะนะ-อุสมาน’ ชุดปราบปรามยาเสพติดตำรวจภูธรภาค 9 ร่วมกับ ปปส.ยึดเงินสดจำนวน56 ล้านบาท ทั้งสกุลเงินบาทและริงกิต พร้อมเครื่องประดับมูลค่าอีกไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท และยนต์อีก2 คัน เป็นรถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ สีขาวและรถเก๋งฮอนด้าแอคคอตสีบรอน รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ทั้งหมดร่วม60 ล้านบาท พร้อมผู้ต้องสงสัยอีก2 คนคือ นางบุหลัน ธารีสืบ ซึ่งเป็นเจ้าของเงินและเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด และนายจิตรภานุ แซ่เฮง คนขับรถ

เบื้องต้นทราบว่าเงินสดทั้งหมด เป็นเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดเครือข่ายของ นายมามะรุสลัน ดรอแม สามีของ นางบุหลัน ที่ถูกจำคุกอยู่ในประเทศมาเลเซีย หลังจากที่ถูกทางการมาเลเซียจับกุมที่เองโกตาบารู พร้อมของกลางยาบ้า 70,000 เม็ด เมื่อ 3 ปีที่แล้ว และเป็นหนึ่งในนักค้ายาเสพติดรายใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  นางบุหลัน ให้การว่าเงินสดทั้งหมดเป็นเงินที่สามีได้สั่งการให้ลูกน้องนำมาให้ตนที่บ้านพักใน อ.สุไหงโก-ลก หลังจากที่ถูกจับกุมที่ประเทศมาเลเซีย แต่ไม่ทราบว่าจะมากมายขนาดนี้ และบางส่วนได้นำไปซื้อคอนโดใน อ.หาดใหญ่ ซื้อรถและเครื่องประดับต่างๆ แต่ปฏิเสธว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดแต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อ

ส่วน นายจิตรภานุ ซึ่งเป็นคนขับรถ ให้การปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็น หรือเกี่ยวข้องกับเงินและเครือข่ายยาเสพติด เป็นเพียงคนขับรถเท่านั้น สำหรับเงินสดที่ยึดได้ในรถ 1 ล้านบาท นางบุหลัน บอกว่าจะนำไปเปลี่ยนยางรถ  อย่างไรก็ตาม สำหรับ นางบุหลัน จากการตรวจสอบประวัติพบว่าเคยโอนเงินค้ายาเสพติดไปให้กับนักค้ายาเสพติดใน อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ที่เคยถูก ปปง. ยึดเงินไป 5 ล้านบาท เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นเครือข่ายของ นายมามะรุสลัน สามีที่ถูกจับกุมอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย

ลืออาถรรพ์ศาลปู่ตา นร.มัธยมเมืองช้างหนีเล่นน้ำอ่างฯ จมดับ 2 ศพ

นักเรียน ม.ต้น หนีเรียนพากันไปเล่นน้ำที่อ่างเก็บน้ำ เอาเรือชาวบ้านไปพายเล่น ทำเรือล่ม ตะโกนให้คนช่วยขึ้นมาได้ 4 ราย ชุดประดาน้ำมูลนิธิฯ งมขึ้นมาได้ 2 ศพ  เมื่อวานนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่อ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว หมู่ 6 ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ พบว่า ชาวบ้านได้นำร่างเด็กขึ้นจากน้ำแล้ว 1 คน ชื่อ ด.ช.ชยานันท์ ได้ช่วยเหลืองมร่างขึ้นมาจากน้ำ ขึ้นมาได้แล้วและนำส่งโรงพยาบาลรัตนบุรี แต่เนื่องจากเด็กขาดอากาศหายใจเป็นเวลานานอาการสาหัส จึงได้ส่งรักษาต่อที่โรงพยาบาลจังหวัดสุรินทร์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ส่วนอีก 1 คนชื่อ ด.ช.พิชยา ยังหาไม่พบ เจ้าหน้ามูลนิธิจิ๊บเต็กเซี่ยงตึ้ง นำชุดประดาน้ำลงหาด้วยความยากลำบาก น้ำลึกประมาณ 4-5 เมตร มีกอบัวขึ้นเต็มไปหมด ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจึงพบศพ อยู่ใต้กอบัวห่างจากฝั่งประมาณ 20 เมตร  จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายและเพื่อนรวม 6 คน เรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นโรงเรียนมัธยมใน อ.รัตนบุรี ได้ชวนกันขี่รถจักรยานยนต์หนีเรียนไปเล่นอยู่ใต้ร่มไม้ริมอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว พอดีมีเรือของชาวบ้านจอดทิ้งไว้ จึงชวนกันเอาเรือออกไปพายเล่น

ขณะที่กำลังพายเรืออยู่ก็หยอกล้อเล่นกันตามประสา จนเรือโคลงเคลงพลิกคว่ำ ต่างคนต่างว่ายฝ่าแนวกอบัวเข้าหาฝั่งและร้องให้ชาวบ้านที่หาปลาอยู่ใกล้ๆ มาช่วย นำขึ้นจากน้ำได้ 4 คน แต่อีก 2 คน ได้เสียชีวิต  นายปรีชา สีโสดา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรัตนบุรี เล่าว่า บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว หลังดอนปู่ตานี้ ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ เพราะปู่ย่าตายาย เคยเล่าให้ฟังถึงความศักดิ์สิทธิ์และอาถรรพ์ของป่าและศาลปู่ตาแห่งนี้ให้ฟังอยู่เสมอ และเคยมีเหตุคนจนน้ำตายมาหลายรายแล้ว ซึ่งชาวบ้านต่างล่ำลือถึงความอาถรรพ์มากมายจนไม่มีใครกล้าเข้ามาเล่นน้ำบริเวณนี้ แต่เนื่องจากเด็กเหล่านี้เป็นคนมาจากต่างถิ่นจึงไม่รู้ว่าบริเวณนี้มีความเป็นมาอย่างไรจึงไม่ได้กลัวกันและอาจนึกว่าบริเวณนี้ห่างจากหมู่บ้านไม่มีใครเห็น เพราะหนีโรงเรียนออกมาเล่นน้ำ จึงได้เกิดเหตุสลดขึ้น

พ่อค้าตลาดนัดซิ่งกระบะเหินข้ามเกาะ ชนกระบะตำรวจ ดับ 4 ศพ กลางถนนสายมรณะ

ถนนมรณะ ที่ จ.สุพรรณบุรี พ่อค้าตลาดนัด ซิ่งกระบะเหินข้ามเกาะกลางชนกระบะดาบตำรวจ ดับสยอง 4 ศพเวลา 19.45 น.ร.ต.อ.ธนากร แก่นพุทรา รอง สว.(สอบสวน) สภ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี รับแจ้งเหตุรถรถกันมีผู้เสียชีวิตหลายรายที่ถนนหมายเลข 323 สายอู่ทอง-กาญจนบุรี หมู่ 11 ต.จระเข้สามพัน อ.พนมทวน จึงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

พบรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้าวีโก้ สีขาว ทะเบียน ผค 4301 นครปฐม หงายท้องขวางอยู่กลางถนนสภาพพังยับเยิน ที่พื้นถนนพบศพนายอาทร อายุ 22 ปี และ น.ส.รุ่งรัตน์ อายุ 24 ปี นอนเสียชีวิตอยู่ข้างรถ โดยมีถังแก๊ส เตาแก๊ส ร่มและอุปกรณ์ทำครัว ตกกระจายเกลื่อน  ที่พงหญ้าข้างทางออกไปประมาณ 100 เมตร มีรถกระบะยี่ห้อนิสสันสีบรอนซ์ ทะเบียน บก 9859 อุทัยธานี เสียหลักจอดอยู่สภาพมีรอยถูกชนหน้ารถและหลังคาพังยุบกระจกหน้าแตก ในรถพบ ด.ต.นุกูล ทวีกสิกรรม อายุ 50 ปี นางธีระนาท อายุ 48 ปี ชาว จ.กาญจนบุรี ถูกอัดติดอยู่ในรถ เจ้าหน้าที่ต้องใช้เครื่องมือตัดถ่างนำร่างออกมาชันสูตร

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่าก่อนเกิดเหตุนายอาทรและน.ส.รุ่งรัตน์ สองสามีภรรยาซึ่งเป็นพ่อค้าขายของตลาดนัดได้ขับรถกระบะโตโยต้า มุ่งหน้ากลับบ้านด้วยความเร็วสูง ถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักข้ามเกาะกลางถนน พุ่งชนรถกระบะยี่ห้อนิสสัน ที่ขับสวนทางอย่างแรงจนร่างนายอาทร และ น.ส.รุ่งรัตน์ กระเด็นออกนอกรถกระแทกพื้นถนน ทำให้ด.ต.นุกูล และนางธีระนาท ภรรยาที่นั่งคู่เบาะหน้า ถูกอัดก๊อปปี้ติดคารถเสียชีวิตทั้งหมดรวม 4 ศพ ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างสอบสวน  สำหรับถนนสายนี้บริเวณจุดเกิดเหตุชาวบ้านในพื้นที่ต่างลือกันว่าเป็นถนนที่มีอาถรรพ์เนื่องจากที่ผ่านมาได้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งมีผู้เสียชีวิตมาแล้วกว่า 10 ศพ

ผู้ปกครองแจ้งความ ครูลวนลามจับของสงวน นักเรียนหญิง ป.6

ผู้ปกครองนักเรียนหญิงชั้น ป.6 ใน อ.เมือง จ.ชัยนาท นำลูกสาวเข้าแจ้งความว่าถูกครูประจำชั้น ทำอนาจารหลังเรียกให้ไปนวดในที่ลับตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ผู้ปกครองพร้อมด้วยเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.6 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองชัยนาท เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองชัยนาท โดยกล่าวหาว่าถูกครูประจำชั้นทำอนาจารกับบุตรหลานของตนเองจำนวนหลายราย โดยผู้ปกครองยังอยู่ในอารมณ์ที่ฉุนเฉียว พร้อมกับบอกว่า เหตุการณ์อย่างนี้ไม่น่าจะเกิดกับบุตรหลานได้ เพราะให้ความไว้เนื้อเชื่อใจในฐานะพ่อพิมพ์ของชาติ และที่ผ่านมาครูดังกล่าวเป็นคนที่สุภาพเรียบร้อย ไม่น่าจะทำกิริยาที่ทำให้ผู้ปกครองรู้สึกเสียใจแบบนี้

โดยผู้ปกครองของเด็กหญิงชั้น ป.6 จำนวน 3 คนที่เข้าแจ้งความเปิดเผยว่า ถูกครูประจำชั้นลูบคลำหน้าอกและอวัยวะเพศ ซึ่งเหตุการณ์เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม ปี 2559 โดยครูคนดังกล่าวจะเรียกเด็กนักเรียนเข้าไปในห้องลับตาที่ใช้เป็นห้องพัก และให้เด็กนวด จากนั้นครูก็จะทำการจับแขน จับขา จับหน้าอกเด็ก โดยทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีนักเรียนหญิงถูกทำอนาจารลักษณะนี้ร่วม 10 คน จึงต้องการดำเนินคดีกับครูชายคนนี้ เพื่อไม่ให้ไปกระทำกับนักเรียนหญิงคนอื่นๆ อีก

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบปากคำเด็กนักเรียนและผู้ปกครอง และจะได้เรียกตัวครูคนดังกล่าวมาทำการสอบปากคำเพิ่มเติม ว่าข้อเท็จจริงเป็นจริงเป็นอย่างที่นักเรียนได้กล่าวหาหรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

ลูกสะใภ้ช็อก! เดินเข้าครัวเจอพ่อสามีวัย 84 ไฟลุกท่วมร่าง

เวลา 11.40 น. ร.ต.อ.สมทบ บุญแสน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.บ้านหมี่ อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุมีผู้เสียชีวิตจากไฟไหม้ ที่บ้าน หมู่ 3 ต.พุคา อ.บ้านหมี่ ลพบุรี จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยแพทย์เวรจาก รพ.บ้านหมี่ และ หน่วยกู้ภัยสว่างอริโยธรรมสถานบ้านหมี่

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านปูนสองชั้น ที่ชั้นล่างห้องครัว พบศพนายสี อายุ 84 ปี นอนเสียชีวิตในสภาพศพถูกไฟลวกพุพองทั้งตัว เสื้อผ้าไหม้เกรียม ใกล้กันพบร่องรอยไฟลุกไหม้ที่เตาแก๊ส โดยถังแก๊สถูกนำมาวางไว้ข้างนอกบ้าน

จากการสอบสวนนางมาลัย อายุ 53 ปี ลูกสะใภ้ เล่าว่า ตนเองอาศัยอยู่บ้านใกล้เคียงกับพ่อสามี ทุกวันจะเดินมาดูว่าพ่อกินข้าวหรือยัง แต่วันนี้เมื่อมาถึงกลับพบว่าพ่อถูกไฟลุกไหม้ร่างกาย นอนดิ้นทุรนทุรายที่พื้น จึงได้ร้องเรียกให้คนมาช่วยกันดับไฟและรีบนำถังแก๊สไปไว้ข้างนอกบ้านเพราะกลัวจะระเบิด แต่พ่ออาการสาหัสมากเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่า นายสี น่าจะเปิดเตาอุ่นกับข้าวในครัว แต่สายแก๊สเกิดหลุดจนไฟลุกท่วม และลามติดเสื้อที่สวมใส่อยู่จนลุกลามไปทั่วตัว โดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองพิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.ลพบุรี จะลงพื้นที่ตรวจสอบสาเหตุโดยละเอียดอีกครั้ง

ศิริราชแถลงศพเป็นเซลล์แมน เหตุตับไตล้มเหลว พบสารเสพติด

แพทย์โรงพยาบาลศิริราช แถลงยัน ศพเป็นเซลล์แมนที่หายตัวปริศนา ตรวจสอบพบตับไตล้มเหลว มีสารเสพติด ญาติไม่ติดใจ  นพ.ปภาณุ สุทธิประสิทธิ์ แพทย์ภาควิชานิติเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล แถลงผลการชันสูตรพลิกศพชายต้องสงสัย เป็น นายรัติภูมิ พิมพ์ใจใส เซลล์แมนที่หายตัวไป โดยจากการตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวบุคคลได้ชัดเจน และจากการผ่าชันสูตรพลิกศพไม่พบร่องรอยหรือบาดแผลการถูกทำร้าย แต่ผู้ตายมีภาวะตับและไตล้มเหลว อวัยวะภายในเสื่อมสลาย และจากการตรวจเลือด ชิ้นส่วนอวัยวะ พบมีสารเมทแอมเฟตามีนในปริมาณที่มาก ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะภายในล้มเหลวได้

แต่อย่างไรก็ตาม แพทย์ได้เก็บตัวอย่างเลือด ชิ้นส่วนอวัยวะและเส้นผม เพื่อสกัดหาสารเสพติดอีกครั้ง ส่วนบาดแผล 2 จุดบริเวณใบหน้าและท้ายทอยไม่ได้เป็นบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ สำหรับอาการคลุ้มคลั่ง ที่พบในกล้องวงจรปิด ก่อนที่จะนำตัวส่งโรงพยาบาลนั้น อาจจะเกิดจากฤทธิ์ของสารเมทแอมเฟตามีน ส่วนการรักษาอาการป่วยตลอด 10 วัน ในโรงพยาบาล นายรัติภูมิ ไม่ได้สติ แพทย์จึงรักษาตามอาการ

ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า ในส่วนของคดีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ที่มีการอ้างว่าผู้เสียชีวิตขโมยมาในทางคดีเมื่อผู้กระทำผิดเสียชีวิตลง คดีจะถูกยกฟ้อง แต่ทางตำรวจจะพิสูจน์ทราบให้ได้ข้อเท็จจริง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตต่อไป  ด้าน นายละเอียด พิมพ์ใจใส บิดาของผู้เสียชีวิต กล่าวภายหลังการทราบผลชันสูตรพลิกศพว่า ไม่ได้ติดใจสาเหตุการเสียชีวิต และไม่ขอให้มีการชันสูตรพลิกศพเป็นครั้งที่สอง แต่ขอให้ตำรวจทำคดีอย่างตรงไปตรงมา เพื่อขอความเป็นธรรมกับครอบครัวด้วย โดยหลังจากนี้จะนำศพไปบำเพ็ญกุศลที่ อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ต่อไป

ลุงวัย 50 ถูกรุม ยิงสุ่มโดนเด็ก 17 ดับ ทะเลาะปมจอดรถขวาง

เมื่อเวลา 19.00 น. เจ้าหน้าที่มูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ กำลังให้ความช่วยเหลือ นายปอนด์ (นามสมมติ) อายุ 17 ปี ซึ่งถูกยิงเข้าที่บริเวณราวนมซ้าย กระสุนฝังใน อาการสาหัส ที่บริเวณสามแยกตลาดอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี หลังจากนั้นได้นำตัวส่งโรงพยาบาลชลบุรีเพื่อรักษาตัวต่อไป ทราบถึง ร.ต.อ.วริศ บุทธิจักร์ ร้อยเวร สภ.แสนสุข จึงรุดมาที่เกิดเหตุพบนายสุเทพ อายุ 50 ปี ยังนั่งอยู่ในรถมาสด้า สีบอร์น หมายเลขทะเบียน ฌต 5079 กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังพบอาวุธปืนสั้น รูเกอร์ SR9c.308 1 กระบอก พร้อมกระสุนปืน 5 นัด จึงได้นำตัวมาสอบปากคำที่ สภ.แสนสุข

โดยนายสุเทพให้การเบื้องต้นได้ความว่า ได้มาเที่ยวชายหาดบางแสน พร้อมกับครอบครัวมีภรรยา แม่ และลูกชาย และได้มีปากเสียงกับกลุ่มวัยรุ่น เนื่องจากได้มีการจอดรถขวางทางเข้าออกที่บริเวณสะพานปลาอ่างศิลา หลังจากนั้นจึงได้เดินทางจะกลับบ้านจึงขับรถมาตามถนนสายอ่างศิลาเพื่อออกสุขุมวิท ปรากฏว่าได้มีกลุ่มวัยรุ่นขับรถตามมา จึงได้ไขกระจกพร้อมทั้งใช้โทรศัพท์ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน และกำลังจะลงไปของความช่วยเหลือจากรถมูลนิธิจอดที่อยู่ข้างทาง ปรากฏว่าได้มีกลุ่มวัยรุ่นกรูกันเข้ามาเปิดประตูรถพร้อมทั้งทำร้ายร่างกาย จึงได้ใช้ปืนที่พกมายิงเดาไป 1 นัด หลังจากนั้นวัยรุ่นได้แตกฮือหนีไป จนกระทั่งตำรวจมาจับกุมตัวดังกล่าว

ทางด้านผู้ได้รับบาดเจ็บกล่าวว่า พรรคพวกตนประมาณ 13 คน ได้นั่งรถตู้มาเที่ยวบางแสน หลังจากนั้นได้เดินทางกลับได้จอดรถเพื่อซื้อของที่ระลึกปรากฏว่าได้มีการจอดรถขวางกันและไม่สามารถขับรถออกได้ จึงได้เกิดการทะเลาะกันขึ้น จนกระทั่งมีเหตุยิงกันดังกล่าว ล่าสุด นายปอนด์ ได้เสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาล  สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า เห็นกลุ่มวัยรุ่นได้กรูกันเข้าไปที่รถเก๋ง คล้ายกับจะมีการชกต่อยกัน หลังจากนั้นได้มีเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด จนกระทั่งมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ส่วนสาเหตุทราบแต่เพียงว่าได้มีการทะเลาะกันที่บริเวณสะพานปลากันมาก่อน

ปทุมฯรวบหนุ่มเหวี่ยงเบ็ดทำสาวเสียโฉมยอมชดใช้

พล.ต.ต.ถาวร ขาวสอาด ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี พ.ต.อ.สามารถ ศรีสิริวิบูลย์ชัย รอง ผบก.จ.ปทุมธานี พ.ต.อ.สรัลพัฒน์ ยศสมบัติ ผกก.สภ.ปากคลองรังสิต พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.ปากคลองรังสิต จำนวนหนึ่ง ได้ร่วมกันจับกุม นายทศพร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี พร้อมของกลาง 1.เบ็ดตกปลา จำนวน 2 คัน 2. รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ 3. เสื้อและกางเกงสีดำ ของ นายทศพร ที่ใส่ในวันเกิดเหตุ 1 ชุด

ด้าน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี กล่าวว่า น.ส.กรกนก อายุ 20 ปี นักศึกษาสาวที่ถูกผู้ต้องหา ซึ่งนั่งตกปลาอยู่ข้างถนนแล้วเหวี่ยงสายเบ็ดไปถูก โดนเส้นเอ็นเบ็ดบาดหน้าจนได้รับบาดเจ็บ   ส่วน น.ส.กรกนก บอกว่า ตนเองอยากขอบคุณ พล.ต.ต.ถาวร ขาวสอาด ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี และ พ.ต.อ.สรัลพัฒน์ ยศสมบัติ ผกก.สภ.ปากคลองรังสิต พร้อมทางเจ้าหน้าที่สืบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคน ที่ได้ช่วยกันติดตามคดีของตน โดยทำงานอย่างเข้มแข็ง และโทรศัพท์บอกตนถึงความคืบหน้าของคดีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตนเองก็รู้สึกดีใจว่าคดีเล็ก ๆ ขนาดนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจที่จะติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี และอยากขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ได้ช่วยกันมาทำข่าวและแชร์ภาพของตนเอง ซึ่งเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนตกปลาอยู่ห้างถนน โดยให้ใช้ความระมัดระวังกันด้วย

ส่วน นายทศพร ผู้ต้องหา รับสารภาพว่า วันเกิดเหตุตนไปนั่งตกปลากับเพื่อน 2 คน ซึ่งขณะนั้นปลาได้กินเบ็ด และตนเองก็ได้ดึงปลาขึ้นมาจากน้ำและเป็นจังหวัดเดียวกันกับที่สายเบ็ดได้ขาดและกระเด็นไปถูกหน้าน้องผู้เสียหายได้ขับรถจักรยานยนต์ผ่านมาพอดี จึงทำให้บาดเจ็บ และตนเองก็อยากจะขอโทษและสำนึกผิดที่กระทำสิ่งที่ไม่ดีลงไป เมื่อเกิดเหตุแล้วจนได้คุยกับพูดแล้วหายและกลับไปที่บ้าน เพื่อจะนำเงินมาให้ เป็นค่ารักษาพยาบาล แต่กลับไม่เจอใคร จึงไม่ได้ติดต่อกับการเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกเลยจนมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว  ภายหลังผู้ก่อเหตุยินยอมจ่ายค่าเยียวยา ให้กับผู้เสียหายเป็นจำนวนเงิน 10,000บาท โดยไม่ติดใจเอาความซึ่งกันและกัน