“เอเชีย ดรีม คัพ” สุดหิน “นักบิดไทย” คว้าอันดับ 6 โฮมเรซ

นักบิดไทย เจอเกมสุดหินจากการชิงชัยในเรซที่ 2 รุ่นเอเชีย ดรีม คัพ โดย วรพรต เนียมสุคนธ์สกุล ทำได้ดีที่สุดด้วยการซิ่งเข้าเส้นชัยในอันดับ 6 ขณะที่ สิทธิพร ศรีมูลตรี บิดจบการแข่งขันด้วยอันดับ 9 ส่วนแชมป์ตกเป็นของ ฮิโรกิ นากามูระ นักบิดญี่ปุ่น จากชิงชัยในช่วงสายที่ผ่านมา ที่ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต

การชิงชัยเรซที่ 2 รุ่น เอเชีย ดรีม คัพ ในเกมนัดส่งท้ายฤดูกาล ศึกเอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2016 ที่ ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ดวลความเร็วในช่วงสายที่ผ่านมา กำหนดชิงชัย 8 รอบสนาม โดยยังคงจัดอันดับบนกริดสตาร์ทเช่นเดียวกับเกมในเรซแรก
โดย บร็อค เพียร์สัน นักบิดออสเตรเลียน ได้เริ่มเกมจากหัวขบวน ขนาบข้างด้วย ยาสซิน กาเบรียล ซอมม่า นักบิดอินโดนิเซียน และ ฮิโรกิ นากามูระ ดาวบิดญี่ปุ่น ในกริดที่ 2 และ 3 ขณะที่ สิทธิพร ศรีมูลตรี และ วรพรต เนียมสุคนธ์สกุล ได้เริ่มเกมจากกริดที่ 4 และ 6

ออกสตาร์ทเรซด้วยตำแหน่งผู้นำของ ฮิโรกิ นากามูระ นักบิดญี่ปุ่น ที่ขึ้นรั้งหัวขบวนหลังผ่านรอบแรกของการชิงชัย ตามด้วย โคโค มาซาฮารุ ทาดาชิ นักบิดฟิลิปปิน และ ฮาริ กริชนาน ในอันดับ 2 และ 3 ด้าน สิทธิพร ศรีมูลตรี และ วรพรต เนียมสุคนธ์สกุล 2 นักบิดไทย ทำอันดับเกาะอยู่ในกลุ่มกลางขบวน
ด้วยศักยภาพของรถแข่งและนักบิดที่ไม่ห่างชั้นกัน ส่งผลให้อันดับมีการเปลี่ยนแปลงในทุกรอบสนาม โดย กริชนาน, นากามูระ, ยาสซิน กาเบรียล ซอมม่า และ โทคิโอะ ชิบูตะ ผลัดกันขึ้นเป็นผู้นำ ขณะที่กลุ่มหลังก็ตามกดดันไม่ห่าง ส่งผลให้ต้องตัดสินแชมป์กันในโค้งสุดท้าย

และเป็นทางด้าน นากามูระ ที่ชิงจังหวะได้ดีในโค้งสุดท้ายของการแข่งขัน ก่อนจะบิดเข้าเส้นชัยเป็นคันแรก คว้าแชมป์ไปครองด้วยเวลา 16 นาที 55.007 วินาที เฉือน ฮาฟิซห์ นอร์ อาซมาน ดาวบิดมาเลเซียน และ กาเบรียล ซอมม่า ที่ตามเข้ามาเป็นอันดับ 2 และ 3 เพียง 0.182 และ 0.250 วินาที ตามลำดับ

ฟากดาวบิดไทยอย่าง วรพรต สามารถขยับขึ้นมารั้งหัวขบวนได้บางช่วง ทว่าไม่สามารถรักษาตำแหน่งไว้ได้ ก่อนจะทำได้ดีที่สุดด้วยการซิ่งจบการแข่งขันในอันดับ 6 ทำเวลาตามหลังแชมป์ 0.374 วินาที ด้าน สิทธิพร ที่วันนี้รีดความเร็วไม่ออก บิดจบการแข่งขันด้วยอันดับ 9 ช้ากว่า นากามูระ 1.020 วินาที

“มุ้ย” เบิ้ล! “ช้างศึก” บุกอัด “เมียนมา” 2-0 ตัดเชือกซูซูกิ คัพ นัดแรก

การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียน ครั้งที่ 11 หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 รอบรองชนะเลิศ คู่ที่สอง เลกแรก ทีมชาติเมียนมา รองแชมป์กลุ่มบี เปิดสนามธุวันนา รับการมาเยือนของแชมป์กลุ่มเอ ทีมชาติไทย

10 นาทีแรกทั้งสองทีมเปิดเกมบุกเข้าหากันเต็มที่ แต่ยังไม่มีโอกาสได้จบสกอร์ให้แฟนบอลได้หวาดเสียว     นาทีที่ 15 เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ได้สับไกด้วยซ้ายนอกกรอบเขตโทษ แต่ คยอว์ ซิน พโย นายด่านเจ้าถิ่นยังไม่พลาด พุ่งตัวรับไว้ได้

ถัดมา 4 นาที ทีมชาติไทยน่าได้ประตูขึ้นนำ ธีรศิลป์ แดงดา ได้บอลทะลุช่องหลุดเดี่ยว แต่จังหวะสุดท้ายใจกว้างไหลให้ เกริกฤทธิ์ แต่น้ำหนักแรงเกินไป บอลออกหลังอย่างน่าเสียดาย
หลังจากบุกอยู่พักใหญ่ นาที 23 ไทยก็ขึ้นนำจนได้ ชนาธิป สรงกระสินธ์ แทงทะลุช่องเข้าเขตโทษให้ ธีรศิลป์ ก่อนหัวหอกกัปตันทีมยิงด้วยซ้ายบอลเข้าประตูไป เมียนมา 0-1 ไทย

ช่วงเวลาที่เหลือของครึ่งแรก เป็นไทยที่ครองเกมได้เหนือกว่า แต่ยังยิงเพิ่มไม่ได้ จบ 45 นาที ไทยนำอยู่ 1-0    เริ่มครึ่งหลัง เมียนมาได้ลุ้นก่อนในนาทีที่ 52 อ่อง ธู ได้ยิงในเขตโทษ แต่บอลเบา ไม่ผ่านมือ กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ นาที 55 เอาไปสิบคะแนนเต็มสำหรับ ธีรศิลป์ เมื่อหลบสองแนวรับเมียนมา ก่อนซัดด้วยซ้าย บอลพุ่งเรียดเข้าประตูไปอย่างสวยงาม ไทยขึ้นนำ 2-0 และเป็นประตูที่ 5
ช่วงเวลาที่เหลือ เป็นขุนพลช้างศึกที่ครองเกมได้เหนือกว่า แต่ยิงเพิ่มไม่ได้ ขณะที่เมียนมาก็โต้กลับไม่ค่อยมีประสิทธิภาพมากนัก

หมดเวลาการแข่งขัน ไทยบุกชนะเมียนมา 2-0 กุมความได้เปรียบก่อนในนัดแรก นัดที่สองจะกลับไปเล่นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 8 ธ.ค. 2559 เวลา 19.00 น.

ตำรวจแจ้งข้อหาแม่โหด ทำร้ายร่างกายลูกแชร์ว่อนเน็ต

ตำรวจแจ้งข้อหา แม่สุดโหดทำร้ายร่างกาย ใช้มีดข่มขู่ลูกแท้ๆ ว่อนโซเชียล ชี้เกิดจากความเครียด เหตุลูกไม่ยอมพูดด้วย

จากกรณีคลิปว่อนโซเชียล มารดาทำร้ายร่างกายลูก บริเวณหน้าบ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านกิ่งแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ ล่าสุด ตำรวจ สภ.บางแก้วควบคุมตัว นางสาวทัศนีย์ มารดาของเด็กหญิงฝาแฝด อายุ 5 ขวบ มาสอบสวนแล้ว โดย พ.ต.อ.วิชิต บุญชินวุฒิกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางแก้ว เปิดเผยว่า ได้นำตัวเด็กหญิงทั้งสองไปตรวจร่างกายแล้ว โดยจะแจ้งข้อกล่าวหากับ นางสาวทัศนีย์ โดยเบื้องต้นจะแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับอันตรายทางด้านร่างกายและจิตใจก่อน และความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก และหากผลการตรวจร่างกายจากแพทย์ลงความเห็นอาการบาดเจ็บ ก็จะพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

ด้าน นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี เปิดเผยว่า จากการสอบถามกับ นางสาวทัศนีย์ ยอมรับว่า เป็นผู้ก่อเหตุตามคลิปที่ปรากฏจริง โดยเด็กหญิงทั้งสองคนเป็นลูกของตัวเองที่สามีได้นำไปให้ย่าเลี้ยงตั้งแต่เล็กที่จังหวัดสุรินทร์ เมื่อประมาณ 8 เดือนที่ผ่านมา ส่วนสาเหตุที่ลงมือก่อเหตุเนื่องจากมีความเครียด และไม่พอใจที่ลูกของตัวเองไม่ยอมพูด จึงเกิดความโมโห และได้ใช้ไม้กวาดตีตามร่างกาย ประกอบกับใช้มีดมาข่มขู่ว่าหากไม่ยอมพูดจะตัดลิ้น สำหรับบิดาของเด็กหญิงทั้งสอง มีความประสงค์จะรับตัวเด็กกลับไปให้ย่าเลี้ยงดูต่อที่จังหวัดสุรินทร์ และไม่ทราบมาก่อนว่าถูกทำร้ายจากมารดาของเด็กเอง และเพิ่งได้ดูคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่เมื่อเช้าที่ผ่านมา

หนุ่มใจกล้ายอมเสี่ยงโดนข้อหา งัดบ้านข้างๆ ช่วยหญิงชราล้ม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์ มีการแชร์ข้อความและภาพจากเฟชบุ๊ก Kittisak Nilvattanathochai ที่เจ้าของเฟซบุ๊กได้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์ที่ตนเองงัดบ้านข้างๆ เพื่อช่วยคนแก่ที่อยู่เพียงลำพังแล้วเกิดอุบัติเหตุช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แม้จะเสี่ยงข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือบุกรุก ข้อความระบุว่า…

“คุณยายข้างบ้านล้มตั้งแต่สี่ทุ่มเมื่อคืน ปกติผมจะเป็นคนหูไว แต่คงมึนยาแก้ไข้หูเลยอื้อ เช้าเปิดหน้าบ้าน คนแถวบ้านบอกได้ยินเสียงตั้งแต่เมื่อคืนนึกว่าผีหลอกมีเสียง โอยๆ เหมือนคนเจ็บ พอเช้าถึงมารู้ว่ายายล้ม ลูกก็ไม่อยู่ปิดประตูให้แม่อยู่ในบ้านทิ้งข้าวทิ้งน้ำไว้ให้กิน ยายก็เดินไม่ค่อยไหวต้องใช้เครื่องช่วยเดิน เมื่อตอนน้ำท่วมผมก็อุ้มยายขึ้นชั้นบนทีละ น้ำหนักยายเกือบร้อยกิโล

วันนี้ไม่มีใครกล้างัดประตูบ้าน ผมถามกลัวอะไรกัน ทุกคนบอกเสียงเดียวกันเลยว่ากลัวโดนแจ้งความจับ ผมเลยอาสาเสี่ยงข้อหาละเมิด เพราะไม่รู้ว่ายายเป็นอะไรหรือป่าวแกร้องตลอด เปิดเข้าไปกลิ่นฉี่คลุ้งบ้านทุกคนช่วยพยุงเปลี่ยนผ้าถุงให้ยาย ข้าวยังไม่ได้กินตั้งแต่เมื่อวาน เลยแบ่งโจ๊กให้แกไปกิน

ที่ถ่ายไม่ได้เอามาสร้างภาพ แต่เอาลงเป็นหลักฐานว่าผมยอมละเมิดเพราะอะไร ทุกคนยินดีเป็นพยาน แต่ถ้าขังขอพี่มอเตอร์ไซต์ไปเป็นเพื่อนคนนึง ^_^ ปล.ขอบคุณพี่ข้างบ้านอีกฝั่งที่ช่วยถ่ายเก็บไว้ให้เป็นหลักฐาน บางทีทำผิดเพื่อสิ่งที่ถูกมันก็ต้องให้อภัย ข้างบ้านท่าทางเค้าเอาเรื่องอยู่ ขอบคุณเพื่อนบ้านที่ช่วยเหลือกัน”   ซึ่งหลังเรื่องราวถูกแชร์ไปในโลกออนไลน์ ชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความชื่นชม และระบุว่าทำความดีเจตนาดีไม่ควรต้องกลัว หากไม่เข้าไปช่วยหญิงชราอาจจะอาการหนักกว่านี้ก็เป็นได้